Titipun Tubthong's blog
August 13th, 2011

เยาวราช, หนี่อ้ายหว่อมา?

เนื่องจากเป็นวันหยุดยาว 3 วัน เลยแพลนตัวเองว่าวีคเอนด์นี้จะแบ่งเวลามาลองใช้ชีวิตที่เยาวราชดู
จากเดิมที่เคยแค่นั่งรถผ่าน หรือแวะไปหาอะไรกิน นิดๆ หน่อยๆ และเนื่องจากพื้นฐานครอบครัวที่โตมา
แทบไม่มีใครมีสายเลือดจีนเลยด้วย หลายๆอย่างเลยไม่ค่อยอิน ครั้งนี้เรามาลองใช้ชีวิตในชุมชนที่มี
คนสายเลือดจีนรวมตัวกันอาศัยอยู่ จนเป็น China Town  ของไทยกันดูสักครั้ง
โดยมีผู้ร่วมทริปที่หมวยไม่ใช่เล่น แถมเธอก็เคยอาศัยอยู่ย่านนี้ในช่วงนึงของชีวิตอีกด้วย

มาดูกันให้ลึก ซึมซับอีกสักนิดว่าเยาวราชยังมีอะไรที่เราไม่รู้จักอีกบ้าง….

เยาวราชในอดีต น่าจะเป็นย่านที่น่าอยู่อาศัยไม่น้อย เพราะอยู่ในเส้นทางที่เดินทางไปไหนมาไหนสะดวก
ออกไปนิดก็เจริญกรุง เดินไปหน่อยก็ถึงสะพานเหล็ก พาหุรัด สำเพ็ง เรื่องอาหารการกินยิ่งไม่ต้องพูดถึง
มีอะไรอร่อยๆ ใช้เครื่องปรุงและวัตถุดิบดีๆ ในราคาไม่แพงให้กินเพียบ จริงๆถ้าโตมาที่ย่านนี้เราอาจจะอ้วนกว่านี้ก็ได้นะ

ที่พักที่เราเลือกคือบูติกโฮเทลขนาดเล็กๆ ชื่อว่า “เซียงไฮ้แมนชั่น” อยู่ริมถนนเยาวราชเลย
นั่งรถผ่านอาจเห็นยากหน่อย เพราะสภาพด้านนอกเป็นตึกแถวธรรมดา แต่เมื่อขึ้นไปที่ lobby ของโรงแรมที่ชั้น 2 แล้วจะพบกับโลกของศิลปะแบบจีนในอดีต ซึ่งรายละเอียดหลายๆ อย่างนั้นถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถันมากๆ มีทั้งภาพเขียน ภาพวาด ลักษณะของกรอบรูป สระน้ำที่ไว้เลี้ยงปลา รูปปั้นเครื่องหล่อต่างๆ เฟอร์นิเจอร์ ลักษณะของรั้ว หรือแม้แต่ลายกระเบื้อง ก็เป็นศิลปะจีนในยุคประมาณ 60-80 ผสมผสานกันอย่างลงตัว

สำหรับห้องนอน อาจมีขนาดเล็กไปหน่อย เพราะมีเตียงขนาดใหญ่ (ใหญ่มากๆ!) กินพื้นที่ห้องไปค่อนข้างเยอะ
สัดส่วนของห้องน้ำไม่ได้กว้างขวางมากนัก แต่ก็พออาบได้อย่างไม่อึดอัด ที่น่าชื่นชมคือเค้าสามารถจัดวางทุกอย่างที่ควรมีในห้องนอน ไม่ว่าจะเป็นตู้เสื้อผ้า ชั้นวางทีวี ทีวีแอลซีดี โต๊ะเขียนหนังสือ ตู้เย็น ที่พาดผ้าเช็ดตัว โต๊ะข้างหัวเตียงสองด้าน อ่างล้างหน้า ห้องน้ำ ไว้ในห้องเล็กๆได้อย่างครบถ้วน  ถ้านอนแค่คน – 2 คน จะกำลังดีทีเดียว เสียดายนิดนึงที่ไม่มีหน้าต่าง แต่ในอีกมุมถ้าอยากทิ้งชีวิตวุ่นวาย มาพักที่นี่ก็ดีตรงที่ตอนเช้าจะไม่มีแสงแดดมากวนตา นอนยาวๆ ไปได้เลย :)

ตามสไตล์การหนีโลกของเรา ส่วนใหญ่แล้วจะไม่ค่อยแพลนเรื่องทริป ปล่อยให้เหตุการณ์ และความรู้สึกตรงนั้นมันพาไป อยากกินอะไรก็กิน อยากทำอะไรก็ทำ อยากเดินเร็ว หรืออยากเดินช้า เพื่อจะสังเกต จดจำ และซึมซับอะไร ก็ทำตามที่ความรู้สึกในตอนนั้นมันอยากทำ เพราะฉะนั้นทริปนี้จึงสะเปะสะปะเล็กน้อย และคงพลาดอะไรดีๆ ในเยาวราชไปอีกเยอะ แต่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งคอนเส็ปต์ส่วนตัว “ปล่อยให้พลาดไปบ้าง จะได้หาเรื่องมาอีก”

ไปถึงที่พัก เช็คอินและเก็บของเรียบร้อย นอนพักดูทีวีสักนิด ก็เดินออกมาดูบรรยากาศรอบๆ โรงแรม ซึมซับกับบรรยากาศจีนโบราณ สีสันสดสวยของงานตกแต่งภายใน เฟอนิเจอร์ที่เข้ากับโทนของแสงดาวน์ไลท์ที่กระทบ กลิ่นสมุนไพรจีนจางๆ ประกอบกับเสียงดนตรีกู่เจิงที่สาวหมวยในชุดกี่เพ้านั่งบรรเลงให้เสียงกระทบสระน้ำอยู่ด้านล่าง เป็นประสบการณ์ใหม่ที่ทำให้รู้สึกดีกับ 1st impression กับเยาวราชนี้อยู่ไม่น้อย

เดินข้ามถนนหน้าโรงแรม เดินไปอีกนิดแวะทานก๋วยจั๊บรสเด็ด เครื่องในอร่อย หวาน และไม่คาว ที่ร้านก๋วยจั๊บนายเอ็ก ก่อนเดินเข้าซอยข้างๆร้านไปซื้อหมูหยอง (ผู้ร่วมทริปของเราบอกว่าอร่อยมาก) ทะลุออกไปอีกซอยพบกับเครื่องดื่มที่หาทานยากที่เรียกว่าน้ำนมแมว ที่จริงๆแล้วมันคือน้ำแอลมอน พอหอมปากหอมคอกันแล้ว เดินถนนเยาวราชอีกนิดแวะกินน้ำรากบัวให้ชื่นใจซักหน่อยก่อนขึ้นรถตุ๊กตุ๊กไปห้าแยกพลับพลาไชย ที่นี่มีร้านข้ามต้มอร่อยเทพ เราสั่งข้าวต้มหอยนางรม กับปลากะพงมา ขอบอกว่าหอยสดหวานหอม ทำให้รสชาติกลมกลืนกับข้าวต้มได้อย่างน่าประหลาด จบของคาวต้องตามด้วยของหวาน เลยร้านข้าวต้มไปอีดนิดเดียว มีร้านหวานเย็นเล็กๆ แต่รสชาติดีมาก แปะก๊วยนมสด กับเต้าฮวยเย็น ทำให้เราเคลิ้มจนตัวลอย และกินขนมสองอย่างนี้ที่อื่นได้ไม่อร่อยอีกต่อไป…

นั่งรถกลับโรงแรม ก่อนถึงแวะเดินอีกนิด ไปซื้อขนมปังที่เป็นข่าว การทานขนมปังกรอบนอกนุ่มในอุ่นๆ
พร้อมชานมเย็นที่ทำจากชาจีน หลังจากมื้อเย็นนี่ทำให้พูดได้คำเดียวว่า “ฟินาเล่!” รู้สึกสบายท้องแบบสุดๆ

เช้าอีกวันกับอาหารเช้าแบบจีนฟิวชั่น คือมีทั้งติ่มซำ ข้าวต้ม ABF ให้เลือกได้ตามสะดวก
ห้องอาหารก็สวยงาม รีบกินรีบไปเพราะสายแล้ว อาบน้ำและเตรียมเช็คเอาท์
ขอเดินเยาวราชต่ออีดนิด เลยฝากกระเป๋าไว้ที่เคาท์เตอร์โรงแรม
เริ่มจากร้านก๋วยเตี๋ยวหลอดเจ๊หมู ร้านเล็กๆ ในซอย มีโต๊ะสังกะสีไม่กี่โต๊ะ


ทีเด็ดคือก๋วยเตี๋ยวหลอดที่นี่ไม่ได้มาเป็นหลอด แต่มาเป็นแบบเส้นๆ เหมือนเวลาเรากินอาหารเส้นทั่วๆไป
พอลองกินแบบนี้เลยรู้สึกชอบ และอร่อยกว่าแฮะ เพราะถึงเครื่อง และถึงรสมากกว่า
เดินต่อๆ ไปเรื่อยๆ แวะซื้อลอดช่องสิงคโปร์อันโด่งดัง เส้นหนึบๆ กินเพลินดีจริงๆ

แป๊บเดียวก็ใกล้ถึงเวลาต้องกลับ ลาก่อนเยาวราช อีกวิถีชีวิตที่น่าซึมซับ ลาก่อนเซียงไฮ้แมนชั่น โรงแรมดีมีระดับที่น่าหลงใหล ทำให้เราได้หลุดเข้าไปอยู่ในโลกที่เหมือนหนังของจาง อี้โหมว ได้ช่วงระยะหนึ่ง จริงๆ ก็อยู่ไม่ไกลบ้านเท่าไหร่ ไว้จะหาโอกาสมาเยี่ยมอีก

เยาวราช…หว่ออ้ายหนี่, หนี่อ้ายหว่อมา?

July 31st, 2011

พระนครนอนเล่น : พักผ่อนกับเมืองกรุงวัยเก่า

พระนครนอนเล่น เป็นบูที้คโฮเทลเล็กๆ ตั้งอยู่ในซอยเทเวศ 1
เข้าซอยไปประมาณ 200 เมตรก็ถึง อยู่ตรงข้ามโรงเรียนสตรีวรนาถเลยครับ
ทันทีที่ผ่านประตูไม้ของโรงแรมไป เราจะรู้สึกเหมือนก้าวเข้ามาอีกยุคนึงเลยทีเดียว
บรรยากาศของโรงแรมตกแต่งแบบไทยเรทโทร ยุคประมาณปี 80
มีสินค้าไทยเก่าๆ แบบที่เราเห็นที่ตลาดน้ำอัมพวา หรือเพลินวาน พร้อมงานภาพวาดเต็มเกือบทุกผนังของโรงแรม
มีกล้องถ่ายรูปเก่าๆ เครื่องเล่นหมุนไข่ชิงโชค ร้านขายยาโบราณจำลอง ฯลฯ
โดยทั้งหมดนี้สามารถสัมผัสได้ในเมืองกรุงเทพฯ ของเรานี่เอง

ห้องที่ผมนอนเป็นห้องเตียงเดี่ยว ไม่ใหญ่มากแต่ตกแต่งทุกอย่างได้อย่างดีเยี่ยม มีภาพวาดบนผนังเหมือนเป็นชั้นวางหนังสืออยู่โดยรอบ

มีของใช้ ของประดับหลากหลายแบบ แต่ถูกจัดวางอย่างเหมาะสม และดูลงตัวไปหมด
ที่น่าตื่นเต้นคือ มีเครื่องเล่นซีดีเพลงในตำนานของมูจิ ที่ออกแบบโดย Naoto Fukasawa แขวนอยู่ด้วย!

บนดาดฟ้าของโรงแรมมีมินิบาร์ให้นั่งหย่อนใจได้เต็มที่ กับวิวสวยๆ ของสะพานพระราม8
จะขึ้นไปตอนไหนก็ได้ ถ้าดึกหน่อยก็เปิดไฟเอาเองตามอัธยาศัย
ผมโชคไม่ดีนิดหน่อย ที่ฝนตก เลยอยู่บนดาดฟ้าได้ไม่นาน

เช้าวันรุ่งขึ้น หลังการหลับสบายอันยาวนาน เหมือนได้พักผ่อนเต็มที่จากที่เหนื่อยมาทั้งสัปดาห์
เลยตื่นสายนิดหน่อย (จริงๆ ตื่นมาแล้วรอบนึง แต่เผลอนอนต่อโดยไม่รู้ตัว)
อันที่จริงเมื่อคืนนี้หลับคาไอแพดไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ด้วยเช่นกัน

อาหารเช้าของโรงแรมจะไม่เหมือนกันในแต่ละวัน
สำหรับวันนี้เป็น ฟักทองบด ขนมปังกระเทียม และสลัด
เสิร์ฟพร้อมแคนตาลูป น้ำผลไม้ และเครื่องดื่มเลือกสั่งได้ ผมเลยสั่งลาเต้ร้อนไปครับ

บริเวณที่ให้ทานอาหารเช้าจะเป็นโซนที่ตกแต่งสไตล์เรทโทคล้ายๆ เพลินวาน อย่างที่เล่าให้ฟังช่วงต้นครับ
เลยนั่งอ่านหนังสือเพลินๆ ได้อีกระยะนึงเลยทีเดียว

โชคดีวันนี้ไม่ค่อยมีแดด และอากาศไม่ร้อน เลยรู้สึกสบายตลอดช่วงเช้า
มีฝนพรำๆ นิดหน่อย แต่ไม่ตกหนักมากนัก ทำให้ไม่ต้องเปิดแอร์ในห้อง เปิดหน้าต่างรับลมเย็นๆ แทนได้เลย

เพลินไปไม่ทันไรก็ถึงเวลาเช็คเอาท์ซะแล้ว
ก่อนกลับแวะเดินดูสินค้าในร้านที่เป็นแบรนด์ของทางโรงแรมเอง
เป็นสินค้าแฮนด์เมดชื่อแบรนด์เก๋ไก๋ว่า พระนครทำเล่น ซึ่งฟังดูคล้องกับชื่อโรงแรมเป็นอย่างดี

พระนครนอนเล่น มุมสงบ Slow Life กลางกรุง … เราจะคิดถึงนาย และกลับมาเยี่ยมใหม่แน่นอน

ปล. พนักงานทุกคนอัธยาศัยดีมากครับ
ได้อยู่แบบ Slow Life จริงๆ ขนาดผมมีไอแพด ไอโฟน ยังไม่ค่อยได้หยิบมาใช้เลย นอกจากถ่ายรูป
เพราะบรรยากาศรอบๆ มีอะไรให้ทำ ให้มองมากกว่าบนหน้าจอเยอะเลย :)

ติดต่อสอบถามห้องพัก และข้อมูลเพิ่มเติมจากทางโรงแรมได้ที่หมายเลข 026288188

ขอให้มีความสุขกับประเทศไทยวัยเก่าครับ

June 11th, 2011

MOLESKINE x LE PETIT PRINCE






Moleskine pays tribute to the magical tale of Antoine de Saint-Exupéry with a new collection of limited edition notebooks.
All the notebooks is combined with a unique insert to cut out and assemble.

by admin | Posted in it's me | 63 Comments » | Tags:
June 5th, 2011

NOOKA X DDC LAB

I’ve just got this one!

NOOKA X DDC LAB (2009)

Nooka Inc. and fashion retailer, DDC Lab, developed 200 limited edition watches for 2009. DDC USA’s custom silver reflective fabric is featured on the watch’s band with bright red stitching around the border and sports Nooka’s Zoo classic silver face.

by admin | Posted in it's me | 74 Comments » | Tags: , , ,
March 9th, 2011

How to make a simple Banoffee Pie

by admin | Posted in activity, it's me, vdo | 57 Comments » | Tags: , , ,
September 6th, 2010

LTM_Camera typeface in Hitspaper

My Typeface “LTM_Camera” was published in Hitspaper (Japanese online magazine)

in ASIA CREATIVE SPOT Project!!!

Check it out! at http://antenna7.com/asiaspot/2010/08/font-for-crown.html

Thanks Chiemi (the Editor) for interest in my little piece.

ขอเล่าภาษาไทยดีกว่า เพราะไม่สันทัดภาษาอังกฤษ พิมพ์ไปผิดๆ แล้วอายเขา
เนื่องด้วยวันหนึ่ง มีโปรเจกดีๆ น่าสนใจสำหรับคนชอบสร้างภาพ (Graphic Designer) อย่างเรา
ชื่อโปรเจกว่า “ทรงพระเจริญ” เชิญชวนให้ดีไซเนอร์ชาวไทย ร่วมกันออกแบบ Typeface
เพื่อส่งไปพรินท์และแสดงผลงานร่วมกัน เพื่อเทิดพระเกียรติในหลวงของเรา
ในตอนนั้นเราก็ได้ออกแบบ และส่งไปด้วย
โดยออกแบบเป็นเซ็ตนี้….

ตอนนั้นออกแบบโดยบอกตัวเองก่อนเลยว่าจะคิดให้น้อยที่สุด อ้าวยังไง?
จริงๆ อาจเป็นวิธีการทำงานที่ไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่างก็ได้นะครับ
ที่อยากคิดน้อย เพราะเราเชื่ออยู่แล้วว่า เรามีภาพในหลวงอยู่เต็มหัวเรา
เราผูกพันธ์กับพระองค์มาตลอด ไม่ต้องรีเสิร์ช ไม่ต้องค้นคว้า และยิ่งเป็นฟอนท์ของเราเองด้วย
ก็ยิ่งรู้สึกว่าจะดีไซน์โดยคิดยังไง ก็ทำแบบนั้นออกมา ไม่มีกรอบ ไม่มีกฏของการออกแบบ
ไม่มีอะไรเลย ไอเดียแรกสุดที่ปิ๊งออกมาเลยคือกล้อง เราก็มุ่งไปที่กล้องเลย
ใช้สัญชาติญาณล้วนๆ ไม่มีเคลือบผิวด้วยข้อมูลค้นคว้า หรือกฏของการออกแบบตัวอักษรใดๆ
ผลที่ออกมาก็เลยเป็นฟอนท์ ที่เกิดจากอุปกรณ์ต่างๆ ของการถ่ายภาพ
สิ่งนี้ สำหรับตัวเราแล้วคือมันตอบโจทย์แล้ว เพราะเราคิดถึงในหลวง เราเห็นกล้องก่อนเลย
ไม่ได้เห็นว่าเป็นกล้องอะไรหรอก แต่มันเป็นสิ่งที่คล้องพระศอของพระองค์อยู่เสมอ ในภาพ
ที่พระองค์สเด็จออกพระราชกรณียกิจไปช่วยพสกนิกรตามถิ่นทุรกันดาร

เพราะฉะนั้นภาพมันจึงออกมาตรามความหมายที่เราตั้งใจ คือกล้องถ่ายรูป ที่สื่อถึงพระองค์
ที่เข้าไปเป็นตัวอักษรทุกตัวในภาษาไทย เสมือนพระองค์ที่เป็นพ่อของคนไทยทุกคน

ขอบคุณคุณ Chiemi ผู้ที่สัมภาษณ์ และเขียนบทความลงในเว็บนั้นให้
ชิเอมิอีเมล์มาแนะนำตัวเอง พร้อมบอกว่าจะขอสัมภาษณ์ ไปลงอะไร ที่ไหน อย่างไร
เรางงมาก เลยเมล์ถามไปว่าเค้ารู้จักงานเราได้อย่างไร รู้จักตัวเราได้ยังไง
เค้าบอกว่าขณะที่กำลังเซิร์ชหาผลงานที่เค้าสนใจของคนไทย ไปเรื่อยๆ ก็มาสะดุดที่งานนี้
เลยส่งเมล์มาตามโพรไฟล์ที่ผมเขียนไว้ในบล็อกเก่า ผมก็เลยตอบตกลงให้สัมภาษณ์ไป
คำถามก็เป็นคำถามทั่วๆ ไป  ส่วนใหญ่ก็จะถามถึงแรงบันดาลใจต่างๆ ของงานชิ้นนี้
ผมก็อธิบายไป เป็นภาษาอังกฤษแบบงูๆ ปลาๆ

เมื่อชิเอมินำบทความลงเว็บ เลยเข้าไปอ่าน ปรากฏว่าอ่านไม่ออก ฮ่าๆๆๆๆๆ
เพราะเป็นภาษาญี่ปุ่นทั้งดุ้น เลยใช้ Google Translate แปลดูแบบ งูๆ ปลาๆ
ก็ถือว่าเค้าเขียนได้ดีมากเลย เล่าถึงคนไทยที่รักในหลวง ผมลองไล่แปลข้อความที่มีผู้ที่เข้ามาอ่าน
ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นคนญี่ปุ่น แล้วรีทวีตกันออกไป มีหลายข้อความเลย
ที่เค้าสนใจและทึ่งมากๆ ในความรักของคนไทย ที่มีต่อพระมหากษัตริย์
อันที่จริงผมตื่นเต้นแค่เล็กน้อย ตอนที่ได้สัมภาษณ์ เพราะไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก
แต่ตอนนี้ผมกลับภูมิใจในงานนี้ และบทสัมภาษณ์นี้มาก ผมรู้สึกได้เป็นคนตัวเล็กๆ
ทำงานชิ้นเล็กๆ ที่ได้แสดงความรักต่อในหลวงไปให้คนชาติอื่นได้สัมผัสด้วยแล้ว
มันอาจไม่ได้มีประโยชน์เชิงสังคม ชาติ หรือวัฒนธรรมใดๆ
แต่มันเป็นความรู้สึกดีๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวผมล้วนๆ
เลยขอบันทึก Entry นี้เอาไว้ให้ตัวเองได้กลับมาอ่าน และสร้างงานด้วยความตั้งใจจริง ต่อๆ ไป

August 16th, 2010

My Toy

by admin | Posted in computer graphics, it's me | No Comments » |
July 12th, 2010

Interviewed in ERR-OR Book

I was interviewed in ERR-OR graphic book.
Thanks ERR-OR team for this special opportunity :)

by admin | Posted in it's me | No Comments » | Tags: , , , , ,
November 20th, 2009

B&M Party

17.11.2009 มีปาร์ตี้กันที่บ้าน B&M / BI ครับ

เนื่องในวันคล้ายวันเกิดของพี่จุ๊ MD ของเรา
รวมถึงใกล้ๆวันเกิดของพี่มด พี่เก้น และชุ้งด้วย

เราจึงพร้อมใจกันจัดปาร์ตี้เล็กๆแบบอบอุ่นกันขึ้นครับ
โดยพร้อมใจกันเลิกงานตรงเวลาเป๊ะ

และปาร์ตี้กันอย่างฉ่ำอุราเลยเชียวครับ

รักบ้าน B&M/BI จังเล้ยยยย

IMG_1629

ขนมปังหน้าหมู ฝีมือคุณแม่พี่จุ๊ครับ

IMG_1630

คนนี้คือพี่จุ๊ MD ของพวกเรา

IMG_1631

คนนี้ชื่อพีท เป็นโปรแกรมเมอร์

IMG_1638

อาหารๆๆๆ

IMG_1651

บรรยากาศๆ

IMG_1652

IMG_1653

IMG_1655

IMG_1657

IMG_1696

IMG_1700

IMG_1731

IMG_1754

IMG_1796

IMG_1774 IMG_1771

IMG_1740

by admin | Posted in it's me, photo | 3 Comments » | Tags: , , , ,
November 20th, 2009

Que Sera Sera (Whatever will be, will be)

When I was just a little girl
I asked my mother, what will I be
Will I be pretty, will I be rich Here’s what she said to me.

Que Sera, Sera,
Whatever will be, will be
The future’s not ours, to see
Que Sera, Sera. What will be, will be.

When I was young, I fell in love
I asked my sweetheart what lies ahead
Will we have rainbows, day after day
Here’s what my sweetheart said.

Que Sera, Sera,
Whatever will be, will be
The future’s not ours, to see
Que Sera, Sera. What will be, will be.

เมื่อคราวฉันยังเล็กเป็นเด็กน้อย ฉันเคยเจื้อยจ้อยถามตามประสา
หนูจะรวยเริ่ดไฉไลไหมมารดา แม่หันมายิ้มปลอบแล้วตอบพลัน

สิ่งทั้งหลายล้วนกำเนิดเกิดเพราะเหตุ จะภัยเภทวิเศษใดใช่เสกสรร
อนาคตลดเลี้ยวคดเคี้ยวพลัน อาจพลิกผันอย่ามั่นใจไร้แน่นอน

เมื่อคราวนั้นวัยวันที่ฉันเยาว์ ที่ฉันเขลาเฝ้าสมัครรักสุดถอน
จึงปุจฉาฤารักจักกล้าสถาพร พ่องามงอนยิ้มปลอบแล้วตอบพลัน

สิ่งทั้งหลายล้วนกำเนิดเกิดเพราะเหตุ จะภัยเภทวิเศษใดใช่เสกสรร
อนาคตลดเลี้ยวคดเคี้ยวพลัน อาจพลิกผันอย่ามั่นใจไร้แน่นอน

Que Sera Sera มีความหมายในภาษาอังกฤษว่า Whatever Will Be Will Be หรือแปลเป็นไทยอีกทีว่า “อะไรมันจะเกิด มันก็ต้องเกิด” นั้น เป็นผลงานในปี ค.ศ. 1956 ที่เขียนเนื้อร้องโดย เรย์ อีแวนส์ และทำดนตรีโดย เจย์ ลิฟวิ่งสตัน คู่หูนักแต่งเพลงมือทองของยุคนั้น

by admin | Posted in it's me | No Comments » |













Powered by Wordpress using the theme bbv1